กรดอัลฟ่า ไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid)

กรดอัลฟ่า ไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid)

 

กรดอัลฟ่า ไลโปอิก (Alpha Lipoic Acid) หรือ “ALA” พบมากที่ตับและเนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย จัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูงมีฤทธิ์ครอบจักรวาล จนได้รับการขนานนามว่า “Universal Antioxidant” ALA ช่วยในการ recycle ฟื้นฟูสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น เช่น วิตามินซี วิตามินอี กลูต้าไธโอน และ โคเอ็นไซม์คิว 10 ที่ถูกใช้ไปแล้วให้เอากลับมาใช้งานใหม่ได้อีก อีกทั้ง ALA ยังมีคุณสมบัติที่โดดเด่นแตกต่างจากสารต้านอนุมูลอิสระชนิดอื่นๆนั่นคือ สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน จึงสามารถทดแทนสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ ได้เป็นอย่างดีในยามที่คับขัน นอกจากนี้ยังสามารถซึมผ่านเยื่อหุ้มเซลล์เข้าไปในชั้นลึกสุดของเซลล์ระดับ DNA จึงสามารถแทรกซึมไปชะลอความเสื่อมของเซลล์ได้ทั่วเซลล์ในร่างกาย

 
ร่างกายสามารถสังเคราะห์ ALA ขึ้นเองได้ในปริมาณที่เพียงพอต่อการช่วยไมโตคอนเดรีย (mitochondria) เปลี่ยนน้ำตาลกลูโคสให้เป็นพลังงานเท่านั้น ไม่ได้ผลิตให้เหลือพอที่จะใช้ส่งเสริมสุขภาพในด้านอื่น เมื่อมีอายุมากขึ้นหรือร่างกายอยู่ในสภาวะที่อ่อนแอ ร่างกายจะผลิต ALA ได้น้อยลง ALA สามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด เช่น ผักโขม บร็อกโคลี่ มันฝรั่ง ยีสต์ เนื้อแดง เครื่องใน เช่น หัวใจ ตับ เป็นต้น แต่อาจไม่มากพอที่จะใช้เพื่อเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ดังนั้นเพื่อการส่งเสริมสุขภาพที่ดีขึ้น จึงมีการคิดค้นเพื่อผลิตในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหารขึ้น

 

การทำงานของ ALA ส่งผลดีต่อสุขภาพดังนี้ :

  • ลดริ้วรอย ช่วยให้รูขุมขนกระชับ : เALA ประสิทธิภาพในการปกป้องผิวไม่ให้ถูกทำลายจากอนุมูลอิสระได้ในระดับเซลล์ และช่วยลดขนาดของรูขุมขน จึงทำให้ต่อมไขมันทำงานได้น้อยลง รูขุมขนจึงกระชับและมีผิวที่เรียบเนียนมากขึ้น นอกจากนี้ จากการทดลองในอเมริกา ยังพบว่า สามารถลดริ้วรอยแบบตื้น ได้ถึง 52% เมื่อรับประทานต่อเนื่องกันนาน 3 เดือน ในอเมริกาและสวีเดน กรดอัลฟ่าไลโปอิกความเข้มข้น 5% นิยมนำมาผสมในครีมลดริ้วรอยเพื่อช่วยลดริ้วรอยลึกจากการทำลายของแสงแดดและชะลอความเสื่อมของเซลล์ผิวได้อย่างดีเยี่ยม

  • ป้องกันการเสื่อมสภาพของเซลล์ : ALA มีประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระสูง อีกทั้งช่วยส่งเสริม หรือซ่อมสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่น เช่น วิตามินซี วิตามินอี กลูต้าไทโอน โคคิวเทน ให้กลับมาใช้งานซ้ำได้ หรือเป็นสารทดแทนกรณีสารต้านอนุมูลอิสระใดขาดแคลนไป มีบทบาททั้งภายในเซลล์และที่เยื่อหุ้มเซลล์ สามารถละลายได้ทั้งในน้ำและน้ำมัน ทำให้ดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย และสามารถซึมผ่านเข้าไปในชั้นลึกสุดของเซลล์ในระดับ DNA จึงช่วยชะลอความเสื่อมได้ในระดับเซลล์ ตลอดจนผ่านแนวกั้นในสมอง (Blood-brain barrier) ได้อีกด้วย

  • ผิวขาวกระจ่างใสอย่างเป็นธรรมชาติ : ALA ช่วยดึงกลูต้าไธโอนที่เสื่อมสภาพไปแล้ว ให้กลับมาอยู่ในรูปแบบที่ใช้งานได้อีก จึงเป็นการช่วยเพิ่มระดับกลูต้าไธโอนให้มากขึ้น ทำให้ผิวขาวกระจ่างใสขึ้น และช่วยขับล้างสารพิษตกค้างในตับ ร่างกายจึงมีสุขภาพดีทั้งภายในและภายนอก นอกจากนี้ ALA ยังลดการระคายเคืองผิวจากรังสี UV และมลภาวะต่างๆ ทั้งยังทำให้เม็ดสีผิวสม่ำเสมอ ลดจุดด่างดำต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับจากการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการไหลเวียนของเลือด ทำให้ผิวได้รับสารอาหารที่จำเป็นอย่างเพียงพอ จึงทำให้ผิวพรรณดูสดใสขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ

  • ลดการอักเสบและการเกิดสิว : ALA ช่วยให้วิตามินบี ซี และอี และสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นๆ เกิดขึ้นใหม่ หรือหมุนเวียนกลับมาใหม่ ช่วยให้วิตามินเหล่านี้ทำงานได้มากขึ้นจึงทำให้สามารถต้านเชื้อแบคทีเรีย อันเป็นสาเหตุของการเกิดสิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้การรักษาสิวที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น งานวิจัยยังพบว่า ALA มีกำมะถัน (Sulfur) เป็นองค์ประกอบ ช่วยทำให้ผิวสะอาด รวมถึงลดอาการอักเสบของสิวได้อีกด้วย

  • ช่วยขับสารพิษออกจากร่างกาย : ALA ทำหน้าที่เป็น chelating agent โดยจับกับโลหะหนักที่เป็นพิษกับร่างกาย เช่น สารหนู, แคดเมี่ยม, ปรอท, ตะกั่ว แล้วขับออกจากร่างกาย รวมถึงช่วยล้างสารพิษและต้านอนุมูลอิสระในตับ ซึ่งเป็นการปกป้องร่างกายไม่ให้ได้รับความเสียหายจากสารแปลกปลอมต่างๆ

  • เพิ่มระดับสารกลูตาไธโอน : กรดอัลฟาไลโปอิก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของ กลูตาไธโอน ซึ่งมีหน้าที่ขจัดสารพิษในตับ จากการที่กรดอัลฟ่าไลโปอิกดึงกลูต้าไธโอน กลับมาในฟอร์มที่ใช้งานได้อีก ช่วยให้ผิวพรรณมีสุขภาพผิวดี ขาวสว่างใส และมีผลต่อการลดจุดด่างดำที่ผิวหนัง และชะลอความเสื่อมที่ผิวหนังได้เป็นอย่างดี

  • ลดระดับไขมันในเส้นเลือด และความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือด : ALA ช่วยลดคลอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) และไตรกลีเซอไรด์ ป้องกันการเกิดคราบพลัค(plaque) ที่ก่อตัวบริเวณผนังหลอดเลือด รวมทั้งลดอาการหลอดเลือดแข็งตัวและหลอดเลือดแดงเปราะ ซึ่งถือเป็นการลดความเสี่ยงของโรคไขมันอุดตันในหลอดเลือด, โรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ตลอดจนลดอัตราเสี่ยงการเกิดโรคเกี่ยวกับหัวใจ

  • ลดระดับน้ำตาล และอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน : ALA ช่วยในการเผาผลาญกูลโคส (น้ำตาลในเลือด) ไปเป็นพลังงาน จึงมีผลในการลดระดับน้ำตาล และอาการแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน เช่น โรคเกี่ยวกับปลายประสาทอักเสบ, อาการชาตามปลายมือ-ปลายเท้า, ต้อกระจก งานวิจัยจาก University of California USA พบว่า การรับประทาน ALA ในปริมาณ 25 mg/kg สามารถป้องกันโรคต้อกระจกได้ถึง 60% ด้วยการทำงานที่ทรงประสิทธิภาพดังกล่าว ทำให้หลายประเทศอนุมัติให้ ALA เป็นยารักษาโรคและภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน

  • ช่วยเผาผลาญพลังงาน ลดนํ้าหนัก : ALA ช่วยลดการสะสมของไขมันที่กล้ามเนื้อ และเซลล์ไขมัน ที่ไมโตคอนเดรีย เป็นตำแหน่งที่ ALA ทำงานในฐานะปัจจัยร่วมในการย่อยกลูโคสและไขมัน ALA เป็นตัวช่วยวิตามินทุกชนิด เช่น ไทอะมีน ไรโบฟลาวิน กรดแพนโธทีนิค และไนอาซิน ในการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมันจากอาหารให้กลายเป็นพลังงาน ALA เป็นปัจจัยสำคัญใน internal cellular burn หรือการเผาผลาญภายในไมโตคอนเดรีย จึงช่วยเพิ่มอัตราเผาผลาญของเซลล์ เพิ่มพลังงาน และความสามารถในการซ่อมแซมของเซลล์

  • ช่วยรักษาความสมดุล : ALA ทำงานร่วมกับเอนไซม์ในร่างกาย เพื่อเร่งกระบวนการสร้างพลังงาน และจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระฤทธิ์แรง ช่วยให้อนุภาคที่ไม่เสถียรและเป็นผลร้ายต่อร่างกาย มีสภาพเป็นกลาง ช่วยควบคุมระดับของธาตุเหล็กและทองแดง ซึ่งเป็นแร่ธาตุจำเป็นของร่างกายให้อยู่ในระดับที่พอดีกับการใช้งานภายในร่างกาย

 

 

 

Powered by MakeWebEasy.com